ทุก ๆ ปี ในช่วงวัยเรียน
วันแม่ ..สำหรับฉัน
ไม่เคยมีแม่มาที่โรงเรียนสักครั้งเดียว
แม่ยังมีชีวิตอยู่ ไม่ได้พิการ หรือผิดปกติอะไรแต่อย่างใด
แต่.. แม่ไม่ชอบเข้างานสังคม งานโรงเรียน แม่ไม่ไป
ฉันเรียนรู้ที่จะเอาดอกมะลิที่โรงเรียนจัดไว้ให้
ไปกราบคุณครู ซึ่งเป็นตัวแทนแม่ อยู่เช่นนั้น ทุกปี
แต่ไม่ว่า จะอย่างไรก็ตาม ทุกวันแม่ ฉันก็จะมีของขวัญ
หรือดอกไม้ การ์ด ให้แม่เสมอ
มันเป็นสิ่งละอันพันละน้อย ที่ฉันอยากให้แม่รู้ว่า
"แม่สำคัญกับลูกคนนี้มากแค่ไหน และแม้ว่าลูกจะรักแม่มากแค่ไหน
ก็ไม่ได้เท่าแม้ครึ่งที่แม่รักลูกเลย"

ครั้งหนึ่ง เมื่อพ่อไม่อยู่บ้าน ไปต่างจังหวัดหลายวัน
เด็กหญิงวัย 5 ขวบ อยู่กับแม่ด้วยกัน สองคน
บ้านเราเป็นร้านอาหารที่ขายไอศครีม
อยู่ห่างจากตลาดและร้านขายยาประมาณ 3-4 กิโลเมตร
แต่เนื่องจาก เมืองที่เราอยู่ เป็นเมืองเล็ก
ตึกที่ปลูกติดกัน หันหลังให้กัน ก็กลายเป็นถนน 2 เส้น
วันนั้น แม่ไม่สบาย เป็นไข้นอนซม
แม่ให้เด็กหญิงคนนั้น ไปซื้อยาที่หน้าตลาดให้
การเดินทางไปที่ร้านขายยา สำหรับผู้ใหญ่ก็เป็นเรื่องธรรมดาและง่ายดาย
แต่สำหรับเด็กตัวเล็ก เป็นเหมือนเรื่องผจญภัย
ต้องข้ามถนนหน้าบ้าน เดินลัดเลาะไปหน้าจวนนายอำเภอ
แล้วเลี้ยวขวาที่ซอยด้านข้างบ้าน สส. ผ่านกำแพงสีเทาและสีอิฐแดงของบ้านหลายหลัง
ก่อนจะเลี้ยวขวาอีกที ที่ถนนใหญ่ ฝั่งตรงข้ามเป็นโรงเรียนมัธยม แต่ไม่ต้องข้ามถนนนะ
ให้เดินเรื่อยมา ริมขวาของฟุตบาท จะผ่านร้านรวงตลอดเส้นทาง
ทั้งร้านซ่อมรถ ร้านขายเสื้อผ้า ร้านเครื่องเขียน ฯลฯ..
ร้านมากมายขนาดนั้น เด็กหญิงคงไม่อาจจำได้ทั้งหมด
และแล้ว.. ก็ถึงร้านขายยา
เด็กหญิงก้าวเข้าไปในร้าน พร้อมกับยื่นรายการยาที่แม่เขียนสั่งมาให้คนขายยา
ได้ของ จ่ายเงิน แล้วเดินกลับบ้านทางเก่า...
ความทรงจำสุดท้ายเกี่ยวกับเรื่องนี้คือ .. ตั้งแต่นั้นมา แม่จะเรียกเด็กหญิงตัวเล็กคนนั้นว่า
"หนูมิจัง" จำได้ลางเลือนว่า เป็นนิทานเล่มบาง ที่เล่าเรื่องของ เด็กหญิงตัวเล็กชื่อหนูมิจัง
ซึ่งคุณแม่ใช้ให้ไปซื้อนมที่ร้านชำให้ .. หนูมิจังเดินไปถึงร้านแล้ว ก็ร้องบอกป้าอ้วนคนขาย
"ขอซื้อนมหน่อยค่ะ" แต่ด้วยตัวที่เล็กกระจ้อยร้อย และเสียงเล็ก ๆและเบา
ป้าอ้วนก็เลยไม่ได้ยิน
กว่าที่ป้าอ้วนจะหันมาเห็นหนูมิจัง แกก็ขายของให้กับลูกค้าคนอื่นไปหลายคนแล้ว
นึกไปนึกมา..มันเหมือนกันตรงไหนล่ะเนี่ย.. - -"

ปีนี้ คงต่างกับทุกปี เพราะฉันและแม่ ได้ไปเที่ยวด้วยกัน
แต่ขอบอกว่า.. เหนื่อยสุด ๆ
บอกลาพรรคพวกตั้งแต่เที่ยงคืนกว่า แต่เข้านอนตอนตี3
ตี5ก็ต้องตื่นมาอาบน้ำเตรียมตัว 6 โมงออกจากบ้าน
นั่งรถแท๊กซี่จากกระบี่ ไปตรัง เค้าคิดคันละ 720
ถ้านั่งไป 6 คน ตกหัวละ 120
พี่ปูจ่ายให้หมด ^^" (รู้สึกว่า เที่ยวนี้จะไปแบบอิ่มจัง ตังค์หายไปหน่อยเดียว)
มีนั่งกันไป 6 คน
แม่ ยายเยาว์ พี่ปู แล้วก็น้องแลมป์ นั่งหลัง
ฉันกับน้องไลท์ นั่งหน้า
ไม่เมื่อย แต่ง่วง แต่ก็ไม่หลับ
ถึงตรัง เกือบแปดโมงครึ่ง
งาน "วันนาไร่" ที่คริสจักรตรังจัด
เป็นงานออกร้าน ที่ให้สมาชิกเอาของมาขาย และเอารายได้ทั้งหมด(ไม่หักต้นทุน) เข้าโบสถ์
สงสัยตอนที่ไปถึง ยังเช้าอยู่ ก็มีหลายซุ้ม หลายโต๊ะ แล้วนะ
แต่ยังไม่ครบทุกโต๊ะ
พี่ปูเอาไก่ไปทอดขาย ไก่ทอดในหม้อ ชิ้นปกติที่ขายที่กระบี่ ชิ้นละ 10 บาท
แต่วันนี้ ชิ้นมันเล็กหน่อย เลยขาย 5 บาท ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า หมดเร็วมาก
ส่วนลูกปัดของฉัน.. เอ่อ.. ขายได้ 130 บาท (แซ้ดจังเลยวุ้ย T_T)
นั่งดู ทำไม่สวยหรือไงหว่า เหอๆ ก็ไม่ใช่นี่นา(หลงตัวเองป่ะ)
ได้ข้อสรุปว่า ทำอย่างอื่นที่คนซื้อเค้าไม่ต้องมายืนเขินทดลองใส่ที่หน้าร้านจะดีกว่าไหม
-.-"
แต่อันตัวฉัน กะว่า วันนี้จะไปเที่ยว เลยตะลอนช๊อป
ก็พอได้ของขวัญของฝากกลับมาบ้าง ไม่มากไม่มาย เพราะแม่ซื้อผักและผลไม้หลายถุง
หน่อไม้กับแหนมเห็ด แคบหมู และสะเต๊ะ ก็ยังซื้อมา -.-" ดูๆไป เหมือนไปตลาดไงงั้นเลย
ขากลับ ก็กลับแท๊กซี่ แต่ว่า.. ไม่มีแอร์
ซึ่ง ฉันชอบ เพราะเป็นคนเมารถ นั่งรถแอร์แล้วมันปั่นป่วน(บอกยี่ห้อเลยว่าไม่ใช่คนรวย)
แต่ว่า กลับ 7คนนี่สิ นั่งกันแบบ..ว่า... รู้ซึ้งเลยว่า ปลากระป๋องมันเป็นยังไง เหอะๆ
...
ถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ
กินข้าวกับแหนม ไปอาบน้ำ แล้วงีบไป 2 ชั่วโมง
ตอนนี้ ลุกมาปฏิบัติภาระกิจต่อ....
ฮ้าว...
สุขสันต์วันแม่กันทุกคนนะคะ
ทั้งคุณแม่และคุณลูก

(ชอบเพลงนี้อ่ะ คือหัตถาครองพิภพ )

Ps* พรุ่งนี้จะเอาของขวัญที่ทำให้แม่มาอวดค่ะ :)





ไปซื้อseed beads สีเงินเพิ่ม
อาทิมา


Aflac Music Box