FromBook

คำสาปฟาโรห์[Ouke no Monshou]

การ์ตูนยอดฮิตจากอดีตถึงปัจจุบัน เรื่องราวคำสาปย้อนยุคแห่งลุ่มน้ำไนล์
การย้อนอดีตสู่ยุคอียิปต์โบราณ โดยมีแม่น้ำไนล์เป็นเสมือนไทม์แมชชีน
จุดเริ่มต้นแห่งความรักโรแมนติก
ระหว่างนักศึกษาสาวยุคปัจจุบันผู้หลงใหลตำนานอียิปต์โบราณ
กับฟาโรห์หนุ่มผู้ทรงอำนาจแห่งอียิปต์



คำสาปฟาโรห์ หรือชื่อภาษาญี่ปุ่น คือ Ouke no Monshou ผลงานจาก
Chieko Hosokawa นักเขียนการ์ตูนเลือดกรุ๊ป B ชาวโอซาก้า
เริ่มตีพิมพ์ครั้งแรกที่ญี่ปุ่นในนิตยสาร Princess ปีค.ศ. 1976
และได้รับความนิยมแพร่หลายไปทั่วโลก ชื่อสากลที่รู้จักกันทั่วไป
เช่น The Crest of the Royal Family หรือ The Royal Crest
หรือ Daughter of the Nile เคยได้รับรางวัล Shogakukan Manga Award
ครั้งที่ 36 ประจำปีค.ศ. 1991 ในประเภทการ์ตูนผู้หญิง
นอกจากนี้ยังมีการสร้างเป็นการ์ตูนแอนิเมชั่นในปี ค.ศ. 1988 สำหรับในประเทศไทยนับได้ว่าเป็น
การ์ตูนผู้หญิงที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในอดีต จนมาถึงปัจจุบันก็ยังมีผู้ติดตามอยู่
โดยมีการรวมเล่มตีพิมพ์ออกมาหลายครั้ง ซึ่งผู้ได้รับลิขสิทธิ์ยังคงเป็นสำนักพิมพ์
Princess Comics เช่นเดิม

แครอล นักศึกษาสาวผมทองจากครอบครัวเศรษฐีอเมริกัน
ผู้รักในประวัติศาศตร์อียิปต์โบราณ ได้เดินทางมาศึกษาที่ กรุงไคโร ประเทศอียิปต์
เธอได้พบกับสุสานมัมมี่เก่าแก่ ทีมงานสำรวจล้วนต้องคำสาปรวมทั้งแครอลและ
พ่อของเธอที่เป็นผู้สนับสนุน ทีมสำรวจ แครอลถูกคำสาปของไอซิสนักบวชหญิงแห่งอียิปต์โบราณ
ที่ทำให้เธอต้องย้อนอดีตกลับไปยุคฟาโรห์เมมฟิสเมื่อตกลงไปในแม่น้ำไนล์

ณ ดินแดนอียิปต์โบราณ แครอลถูกสายน้ำพัดพามาติดยังริมฝั่งแม่น้ำไนล์
เธอต้องซ่อนผิวขาวนวลและผมสีทองสวยไว้ใต้ผ้าคลุมและรวมกลุ่มทำงานไปกับพวกทาส
วันหนึ่งแครอลได้พบกับฟาโรห์เมมฟิส กษัตริย์หนุ่มรูปหล่อ เมมฟิสสนใจในตัวแครอลที่มี
ผมสีทองตาสีฟ้ามาก สร้างความขุ่นเคืองให้กับไอซิส
พี่สาวของเมมฟิสที่หลงรักน้องชายตนเองเป็นอย่างมาก
แครอลได้มีโอกาสช่วยชีวิตเมมฟิสจากพิษงูเห่า เหตุการณ์นี้ยิ่งทำให้เมมฟิสหลงใหล
ในตัวแครอลจนถึงขั้นจะแต่งงานด้วย แต่ด้วยความดื้อดึงของแครอล
จึงถูกเมมฟิสแกล้งส่งตัวไปทำงานหนักในทะเลทราย
แต่ก็ยังเป็นห่วงโดยส่งอูนัสทหารรับใช้ไปคอยดูแล


ที่ทะเลทรายอันแห้งแล้ง แครอลได้ใช้ความรู้ที่เธอมีมาจากศตวรรษที่ 21
ช่วยทำประโยชน์ต่าง ๆ มากมาย ประชาชนต่างรักเธอจนถึงกับยกย่องให้เป็น
เทพธิดาแห่งแม่น้ำไนล์ ชื่อเสียงและความงามของแครอล โด่งดังไปทั่วลุ่มน้ำไนล์
รวมทั้งประเทศแถบเมดิเตอร์เรเนียน จนเป็นจุดกำเนิดแห่งการลักพาตัวและช่วงชิงอำนาจ
โดยมีธิดาแห่งไนล์ เป็นดังสัญลักษณ์แห่งอำนาจนั้น

เจ้าชายอิสมิล รัชทายาทเมืองฮิทไท ผู้ซึ่งเคยวางแผนฆ่าเมมฟิสด้วยงูเห่า
เนื่องจากโกรธแค้นที่ไอซิสพี่สาวเมมฟิส สังหารเจ้าหญิงมิดามอนผู้เป็นน้องสาวเสียชีวิต
ได้ลักพาตัวแครอลไปเพื่อแก้แค้นเมมฟิส แต่เจ้าชายอิสมิล กลับหลงรักแครอลเอง
เมื่อแครอลกลับไปยังอียิปต์ ยังได้ส่งรูก้าทหารคนสนิทตามไปคอยดูแลอารักขา...




นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของมหากาพย์แสนยาวเหยียดที่ยังไม่รู้จุดจบของ
Chieko Hosokawa มีการลักพาตัวแครอลไปยังเมืองต่าง ๆ ชิงตัวกันไปมา
จนผ่านมา 30 ปีแล้วก็ยังไม่จบ ถ้าแครอลเป็นคนที่มีชีวิตจริง ๆ
ก็คงจะอายุมากขนาดเป็นป้าหรืออาได้แล้ว
หลายคนเริ่มแต่งตอนจบของตัวเอง มีข่าวลือบางกระแสก็ว่า จริง ๆ แล้ว
เมมฟิสคือ ไรอัน พี่ชายของแครอลในยุคปัจจุบันนั่นเอง
และแครอลจริง ๆ แล้วไม่ใช่ลูกที่แท้จริงของครอบครัว
สุดท้ายแครอลก็ได้กลับมายุคปัจจุบันและคู่กับไรอัน


ในประเทศไทยมีการตีพิมพ์ออกมาอย่างต่อเนื่องโดยสำนักพิมพ์ยอดธิดา
แม้น้านนานจะมีเล่มใหม่ออกมาสักที อ่านจนลืมไปแล้วว่าเดิมเรื่องราวเป็นอย่างไร
แต่ก็ยังมีแฟนพันธุ์แท้ทั้งแฟนเก่าแฟนใหม่ติดตามกันอยู่
ทำให้มีการพิมพ์ฉบับรวมเล่มหนาปึ้กออกมาหลายครั้ง
ส่วนภาค 5 ล่าสุดนี้ก็ซอยเป็นเล่มย่อย ๆ
บางเฉียบ รออ่านกันเป็นปีแต่เรื่องราวก็ไม่คืบหน้าไปสักเท่าใด
คงต้องติดตามกันต่อไปว่ามหากาพย์แครอลตลุยอียิปต์โบราณ
เรื่องนี้จะมีตอนจบเป็นอย่างไร

Credit : siamcomic

วันนี้ไม่ได้คิดเองเลย ก๊อบแปะ เล่นมุขมักง่ายโดยแท้ -.-*
เหตุผลที่เลือก เรื่องนี้มาเก็บไว้ เพราะ ทุกครั้งที่ได้ยิน หรือเห็นภาพการ์ตูนเรื่องนี้

จะหวนคิดถึงเพื่อนรักสมัยเด็ก
ตอนนั้น เรียน ม.ต้นด้วยกัน
เพื่อนเป็นคนชักนำฉันไปอ่านการ์ตูนเรื่องนี้

คนอ่านก็เพลิน อ่านติดจนตกเลข เอาเกรด 1 มารับประทานไปเทอมหนึ่งเต็มๆ
(ต๊าย..ขี้เกียจเอง ดันโทษเพื่อน)
ส่วนคนแนะนำนั้น เรียกได้ว่า หลงรักและคลั่งไคล้การ์ตูนเรื่องนี้เลยทีเดียว
เพราะใฝ่ฝันว่า จะมีแฟนหน้าตาแบบ ฟาโรห์เมมฟิส(ได้แบบนั้นจริงอ่ะน่ากลัวนะนั่น)

และแล้ว เมื่อฉันย้ายบ้าน ไปอีกจังหวัดหนึ่ง
เพื่อนรักของฉัน ผู้หลงไหลใน"คำสาปฟาโรห์" ก็กริ๊งกร๊างมาเล่าว่า

"ตอนนี้ชั้นไปยืมคำสาปฟาโรห์ได้เองแล้วนะ มีบัตรประชาชนแล้วเว้ย 555"

ไม่นานหลังจากนั้น พอวันเกิดฉัน ...
ก็ได้กรอบรูปวิทยาศาสตร์ เป็น ภาพ แครอลกับฟาโรห์เมมฟิส
(เหมือนภาพแรก) ...


ทุกวันนี้ กรอบรูปสองตัวละครสำคัญนี้ ยังตั้งอยู่ในห้องนอนฉัน
เห็นทีไรก็คิดถึงคนให้ทุกครั้งไป ... :)

ถ้าอยากได้ภาพเพิ่มเติม ก็ "คลิ๊ก"
แต่ฉันขอติว่า ไม่สวย เหมือนครั้งที่ฉันอ่าน
และถ้าสังเกตุให้ดี จะรู้ว่า ลายเส้นไม่อ่อนช้อยเหมือนผู้เขียนคนแรก
(เนื่องจากแว่วข่าวมาว่า ผู้เขียน ให้ลูกศิษย์วาดแทน เลยไม่สวยเหมือนเก่า
เท็จจริงอย่างไร กรุณาอย่าเอาเป็นเรื่องเป็นราว เพราะฉันอาจจำมามั่ว เหอะๆ)


ส่วน ถ้าต้องการดูภาพตัวละคร และเรื่องราวทั้งหมด
...ฉบับภาษาไทย...
และ
...ฉบับภาษาอังกฤษ...



Ps* เอนทรี่นี้ ขอยกให้เพื่อนรัก(ที่ยังไงก็ไม่ได้มาอ่าน เพราะไม่เจอกันนานมาก)
จะคิดถึงมิตรภาพที่มีให้เสมอ และคิดถึงช่วงเวลาดี ๆ ที่เราได้ใช้ด้วยกัน...นะ

สวัสดีค่ะ

เมื่อกี้ เขียนเผาเพื่อนไว้อื้อ..
แต่ควันเข้าตา..

เลยลบทิ้ง

ซะอย่างนั้นล่ะ ..


...

เอาบทความเกี่ยวกับท่านอนที่เหมาะกับคนปวดหลังมาลง
เพราะตัวเองปวดอยู่
อาจมีประโยชน์กับคนอื่น ๆ เนอะ


....


แต่ภาพอ่ะ เค้าตะแคงซ้ายนี่ -*-

อ่านๆ

ตะแคงขวา"ช่วยบรรเทาปวดหลัง

คอลัมน์ อโรคยา

แพทย์ศิริราช แนะท่านอนที่ทำให้หลับสบาย ตื่นขึ้นมาสดชื่น
"นอนตะแคงขวา" ช่วยให้หัวใจเต้นสะดวก
บรรเทาอาการปวดหลัง ส่วนผู้ถนัดนอนตะแคงซ้าย
อาจทำให้เกิดลมจุกเสียดที่ลิ้นปี่ จึงควรกอดหมอนข้างพร้อมพาดขา
ป้องกันขาชาจากการนอนทับเป็นเวลานาน



น.พ.ชนินทร์ ลีวานันท์ ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
กล่าวว่า
การพักผ่อนที่ดีที่สุดคือ การนอนหลับ มนุษย์ใช้เวลาเพื่อนอนหลับถึง 1 ใน 3 ของอายุขัย
ขณะนอนหลับท่านอนเป็นสิ่งสำคัญที่จะส่งผลให้ผู้นอนหลับสนิทตลอดคืน
และตื่นนอนด้วยความสดชื่น ไม่รู้สึกปวดเมื่อย



ซึ่งโดยปกติคนทั่วไปคนเรานิยมนอนหงาย เพราะเป็นท่านอนมาตรฐาน
การนอนหงายที่เหมาะสมนั้น ควรใช้หมอนต่ำและต้นคอควร
อยู่ในแนวเดียวกันกับลำตัว เพื่อไม่ให้ปวดคอ อย่างไรก็ตาม
ท่านอนหงายไม่เหมาะกับผู้ป่วยโรคปอดและโรคหัวใจ
เพราะกล้ามเนื้อกระบังลมจะกดทับปอดทำให้หายใจไม่สะดวก
ส่งผลทำให้การทำงานของหัวใจลำบากยิ่งขึ้น นอกจากนี้
ผู้มีอาการปวดหลังการนอนหงายในท่าราบจะทำให้อาการปวดรุนแรงขึ้นด้วย



สำหรับท่านอนที่ดีที่สุด เมื่อเทียบกับท่านอนอื่นๆ คือท่านอนตะแคงขวา
เพราะจะช่วยให้หัวใจเต้นสะดวก และอาหารจากกระเพาะจะ
ถูกบีบลงลำไส้เล็กได้ดี ทั้งยังช่วยบรรเทาอาการปวดหลังได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
ส่วนท่านอนตะแคงซ้ายซึ่งจะช่วยลดอาการปวดหลังได้ แต่ควรกอดหมอนข้าง
และพาดขาไว้เพื่อป้องกันอาการชาที่ขาซ้ายจากการนอนทับเป็นเวลานาน


ท่านอนตะแคงซ้ายอาจทำให้เกิดลมจุกเสียดบริเวณลิ้นปี่ เนื่องจากอาหาร
ที่ยังย่อยไม่หมดในช่วงก่อนเข้านอนคั่งค้างในกระเพาะอาหาร
ส่วนท่านอนคว่ำเป็นท่าที่ทำให้หายใจติดขัด ทั้งยังทำให้ปวดต้นคอ
เพราะต้องเงยหน้ามาทางด้านหลังหรือบิดหมุนไปข้างใดข้างหนึ่งเป็นเวลานาน
ดังนั้น ถ้าจำเป็นต้องนอนคว่ำจึงควรใช้หมอนรองใต้ทรวงอก
เพื่อป้องกันอาการปวดเมื่อยต้นคอ


....

วันนี้เไปเข้าร่วมอบรมจริยธรรมครอบครัว กับ เศรษฐกิจพอเพียง
ที่ อบจ.เค้าจัด นั่งไม่กี่ชั่วโมงเองนะ.. ปวดหลังเกือบตาย


กลับมาบ้าน ถามแม่ว่า ต้องปวดให้มากขนาดไหน
ถึงจะไปหาหมอ .. ทายา กินยา นอนให้ถูกท่า แล้วก็ลดความอ้วน
ออกกำลังกาย..ฯลฯ ก่อนใช่ป่าว ถ้าสุดๆจริงๆ ค่อยไปดีป่าว
(ความจริงคือ ขี้เกียจไปหาหมอที่สุด)

แม่บอกว่า ต้องไปโรงพยาบาลอ่ะ เค้าจะได้เอกซเรย์
-*- .... ทำตามความคิดฉันก่อนล่ะกัน
มันคงไม่เป็นอะไรหรอก น่าจะเป็นที่กล้ามเนื้อมากกว่า
ถ้าปวดกระดูก มันคงจะทรมาณกว่านี้ เหอๆ


....

ขอขอบคุณ

คุณมีหนังสือเล่มโปรดไหม..?

อะไรในหนังสือเล่มนั้น ที่ทำให้คุณหลงใหลเสน่ห์ของถ้อยความหรือตัวละคร
ถ้าไม่ใช่เรื่องสั้น นิยาย นิทาน ก็คงเป็นบางสิ่งจากตัวหนังสือที่สื่อสารให้รู้สึกชื่นชอบ

ฉันได้หนังสือเป็นของขวัญวันเกิดตั้งแต่เด็ก
เล่มแรกที่ท่องตามได้ .. ชื่อเรื่อง "ปลาตะเพียนเข้ากรุง" (ถ้าจำไม่ผิดนะ)
แปลกมาก ที่ยังจำภาพได้เลือนๆลาง ๆ ทั้งที่ผ่านมา กว่า 25 ปี

ภาพเจ้าปลาตะเพียนตัวกลม ปากสีแดง
จำภาพเงาของ คนใจร้ายที่อยากจะจับปลา แต่ใช้วิธีผิด ๆ คือ ช๊อตไฟฟ้าปลาทั้งสระ
หรือแม้แต่ ใส่ยาพิษลงไป(อย่างหลังเนี่ย จับขึ้นมาแล้วจะไปทำอะไรได้..)

กับภาพสุดท้าย ที่ปลาตะเพียนว่ายน้ำเข้ากรุง
เพราะต้องการหลีกหนีความโหดร้ายของชาวบ้านที่มักง่าย
แต่กลับต้องพบว่า.. ในเมืองหลวงที่มีตึกรามบ้านช่องสูงเสียดฟ้า..กลับมีแต่น้ำเน่า ขยะลอยละล่อง
สุดท้าย..เจ้าปลาตะเพียนก็ต้องพบจุดจบอันน่าเศร้า..

ป.ปลา


..บทสรุปของหนังสือ คือพยายามสอนเด็กให้รักธรรมชาติ
ช่วยกันอนุรักษ์สายน้ำให้อยู่กับเราตลอดไป..


หนังสือเล่มนั้นหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้

- -"

ถ้ายังอยู่ ก็คงจะขาดรุ่ยหมดแล้วล่ะ(ภาพล่าสุดในความทรงจำคือ ปกมันหายไปแล้ว)


เค้าบอกว่า ..คนแก่ชอบเล่าเรื่องในอดีต..
เง้อ..ฉ๊านยังไม่แก่นะ